ฝนพรำ

posted on 20 May 2011 23:01 by wimpwimp in Articles
ในหลายๆวันมานี้ ฝนตกครับ แต่
 
ไม่ทั่วฟ้า...
 
เบาบ้าง หนักบ้าง บา่งครั้งก็เหมือนจะตกแบบ "ไล่ควาย"
 
ทำให้การคมนาคมติดขัด หรือเกิดปัญหาอยู่บ้าง
 
แต่นอกจากนี้ มีผลงานวิจัยหลายๆชิ้น บอกว่า
 
ภูมิอากาศ มีผลต่อสภาพจิตใจ ของ "คน"
 
คนที่อยู่ในเขตร้อน จะรู้สึกเฉื่อยชาในการดำรงชีวิตมากกว่า คนที่อยู่ในเขตที่อากาศค่อนข้างเย็น
 
ผู้ที่อยู่ในแถบอากาศเย็น มักจะฉลาดกว่า ฯลฯ
 
เขาบอกมาอีกครับ ว่า ความหนาว ส่งผลต่อความ "เหงา"
 
ฝนตก ส่งผลต่อความ "เศร้า"
 
แล้วถ้าฝนตกไม่ทั่วฟ้า ใครจะเศร้า ใครจะเหงา
 
อันนี้เขาไม่ได้บอกไว้ครับ...
 
ในหลายๆครั้ง ถ้าเขตที่เราอยู่ ฝนไม่ตก เรามักจะรู้สึกสบายใจในการเดินทาง
 
ผิดกับคนที่อยู่ในเขตที่ฝนตก การเดินทางแต่ละครั้ง ช่างลำบากยากเย็น
 
บางครั้ง เราก็แอบนึกสงสารอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
 
ถือเป็นความ "ซวย" อย่างหนึ่ง
 
จนวันหนึ่ง เราโดนกับตัวเอง จึงร้องตีโพยตีพาย ว่าทำไมคนอื่นไม่โดนอย่างเรา
 
ทำไม "ฝนตก" ไม่ทั่วฟ้า...
 
ถ้าฤดูฝน ทำให้คนเศร้า เราควรจะเศร้าไปกับคนอื่นด้วยไหม
 
หรือเราควรร่วมกันเหงา ในฤดูหนาว
 
ควรมีความรู้สึกร่วมระดับไหน ถึงทำให้คนที่กำลัง "ซวย" ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
 
ในสถานการณ์ต่างๆ...
 
น่าคิดนะครับ
 
บางคน ต้องการเสียงหัวเราะ ขณะที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
 
บางคนคอตกแล้ว อยากให้เพื่อนเศร้าตาม
 
ก็มี...
 
หลังฝนตก บางครั้ง สายรุ้ง ก็เกิดขึ้นทันที
 
แต่ในบางช่วงเวลา สายรุ้ง ไม่ได้โผล่ออกมาง่ายๆ หลังฝนตก
 
หรือถ้าฝนไม่ตก เราก็ไม่มีทางได้เห็นสายรุ้งแน่ๆ
 
แม้ฟ้าหลังฝนมักจะงดงามสดใสเสมอ..
 
แต่ร่องรอยของความเปียกชื้น ไม่เคยจางหายไป..
 
 
 
อ้างอิง :  http://www.medicalnewstoday.com/articles/120091.php
 

edit @ 20 May 2011 23:38:47 by นายวิ้มพ์

มือถือยา...สีฟัน

posted on 27 Apr 2011 14:54 by wimpwimp in Articles
1. 
 
เมื่อช่วงต้นเดือน ก่อนเข้าถึงเทศกาลสงกรานต์นั้น พ่อพูดเปรยๆกับผมว่า
 
"มือถือแก้วเนี่ย ไม่ดีเลยเนอะ เวลาคุยกับใครเสียงดังออกมาชัดเลย"
 
ผมตอบว่า
 
"ยี่ห้อนี้มันก็แบบเนี้ยแหละป๊า คราวหน้าจะลองเปลี่ยนยี่ห้อดู"
 
"เนี่ย ดูของป๊าดิ ดีกว่าตั้งเยอะ สไลด์ได้ด้วย"
 
ผมแอบคิดในใจว่า ขอให้มือถือสไลด์ที่พ่อภูมิใจพังในเร็ววันด้วยเถิดด
 
 
(ความจริงคือ ตอนที่ซื้อมือถือ ผมอยากใช้เครื่องของพ่อครับ เพราะว่ามันสามารถ
 
"สไลด์" ได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในครอบครัวเราครับ
 
เพราะบ้านเรายังไม่มีใครใช้มือถือที่ "สไลด์" ได้มาก่อน ! แต่พ่อผมให้เหตุผลว่า
 
"ป๊าน่ะ มีเมียแล้ว"
 
"แล้วไงอะ"
 
"คนที่มีเมียแล้ว เวลาจะเลือกใช้อะไร มันต้องดูดีนิดนึง")
 
...........
 
ครับ หลังจากนั้น พ่่อผมก็ทำมือถือ "สไลด์" ที่สุดของความภาคภูมิใจ
 
ตกแตกตามความคาดหมาย
 
"แก้ว เอามือถือแกมาให้ป๊าใช้นะ แกไปซื้อเครื่องใหม่"
 
"อ่าว ละ..แล้วว.."
 
"เอามาสิ เร็วๆ เปลี่ยนซิมให้ป๊าหน่อย ป๊าจะไปแล้วเนี่ย เดี๋ยวสาย"
 
.....
 
ณ เวลานั้น ผมรู้สึกเหมือนกับโดนแย่งชิงแฟนที่เพิ่งคบกันไปต่อหน้าต่อตา
 
ผมกับเจ้ามือถือเครื่องนี้ แม้เราจะยังไม่มีอะไร(ร่วม)กันมากนัก นอกจากการโทรออก
 
และรับเข้า แต่ผมก็ใช้มันจนรู้สึก "คุ้นมือ" และ "คุ้นเคย" อาจยังไม่ถึงขั้น
 
"ผูกพัน" แต่อย่างน้อยข้อความที่อยู่ในนั้น จำนวนหลายร้อยข้อความ
 
ก็เป็นเครื่องยืนยัน ว่าเราผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านโศกผ่านเศร้ากันมามากน้อยเพียงไร
 
 
2.
 
 
เช้านี้ ผมตื่นมาอย่างสดชื่นกว่าปกติ เมื่อรู้ว่าวันนี้ "ป๊า" และ "ม้า" ของผมไม่อยู่บ้าน
 
ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ประเด็นคือ ป๊าผมเขาชอบบังคับผมให้อาบน้ำทันทีหลังตื่นนอน
 
ซึ่งธรรมชาติของตัวผมนั้นจะเรียงขั้นตอนการดำเนิน "ชีวิตรุ่งอรุณ" ต่างกับพ่ออยู่พอสมควร
 
ของพ่อจะเป็น
 
ตื่น - ดื่มน้ำ - เก็บที่นอน - แปรงฟัน - อาบน้ำ - ถูบ้าน - ไหว้พระ - อาบน้ำ - กินข้าว
 
ส่วนของผม
 
ตื่น - ดื่มน้ำ - แปรงฟัน - กินข้าว - เก็บที่นอน - อาบน้ำ
 
จะเห็นว่าอาบน้ำอยู่อันดับท้ายสุด เพราะก่อนอาบน้ำมันจะมีขั้นตอนเล็กๆ
 
ที่สำคัญมากครับ คือ "เปิดปั๊ม"
 
ถ้าไม่ได้เปิดปั๊ม ไม่รู้บ้านอื่นเป็นอย่างไร
 
แต่สำหรับบ้านผมนั้น อย่างดี คือ น้ำไหลอ่อนๆ
 
อย่างเลว- น้ำไม่ไหล
 
อย่างทราม-ส้วมกดไม่ลง
 
เวลาช่วงเช้า ถ้าทำภารกิจอย่างรีบเร่ง แล้วส้วมกดไม่ลง
 
......
 
 
คิดภาพเอาเองตามอัธยาศัยละกันนะครับ...
 
 
ซึ่งห้องน้ำผม อยู่ข้างบน "ปั๊ม" อยู่ข้างล่าง
 
ส่วนห้องน้ำพ่อ อยู่ข้างล่าง "ปั๊ม" อยู่ข้างล่าง
 
........
 
ผมเดินเข้าห้องน้ำตามปกติ มองหาแปรงและยา เพื่อเอามา "สีฟัน"
 
อย่างที่เคยทำ
 
หลังจากที่ผมพยายามรีด "ยา" ออกจากหลอด "ยา" นำมาโปะลงบน "แปรง"
 
เพื่อ "สีฟัน" อยู่นานสองนาน
 
ผมจึงค้นพบว่า มันคงจากผมไปอย่างสงบ เหมือนพี่น้องของมัน
 
เมื่อมองจากรูปร่างที่ผอมโซ ผิวหนังที่เหี่ยวย่น
 
ผมพยายามรีด "ยา" จากมันเกือบสิบนาที
 
ก่อนเลือกใช้วิธีการสุดท้าย คือ "ผ่า"
 
ผมคิดอย่างรอบคอบแล้ว เพราะดูจากสภาพที่ไร้ลมหายใจ มันคงไม่เจ็บมากนัก
 
หลังจากผ่ามันออกเป็นสองซีก แล้วใช้ประโยชน์จากมันเป็นครั้งสุดท้าย
 
ผมเหวี่ยงมันลงไปที่ถังขยะ อย่างไร้เยื่อใย ไร้ซึ่งความปรานี
 
เหมือนกับพี่น้องหลอดอื่นๆของมัน ที่ผมใช้ประโยชน์มาก่อนหน้านี้
 
ใช้เสร็จ
 
 
ก็ทิ้ง.....
 
 
 
3.
 
 
หลังจากที่ทิ้งยาสีฟันหลอดนั้นไปแล้ว ผมเดินไปเปิดตู้ หยิบหลอดใหม่
 
หลอดที่ดู อวบอึ๋ม เต่งตึง เซ็กซี่ กว่าหลอดที่ผมเพิ่งทิ้งไป
 
บอกตรงๆว่า
 
ผมดีใจกับหลอดใหม่...
 
และ ไม่ได้นึกถึงหลอดเก่า
 
ไม่เหมือนตอนที่ต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ ที่ผมยังคิดถึงมันบ้างในช่วงแรก
 
มันน่าแปลก...
 
ทั้งๆที่ผม กับ ยาสีฟัน อยู่ด้วยกันทุกวัน และผมให้ความสำคัญกับ
 
"ฟัน" มากกว่า "โทรศัพท์"
 
ผมแปรงฟันครั้งละ 15 นาที เช้า-เย็น
 
แต่โทรศัพท์ ผมรับ เมื่อมีคนโทรมา ซึ่งไม่ค่อยมี
 
ส่งข้อความบ้าง
 
แค่นั้น...
 
แต่เมื่อถึงคราวต้องบอกลา ผมกลับโหยหาโทรศัพท์เครื่องนั้น
 
มากกว่ายาสีฟัน ที่ผมใช้เวลาอยู่กับมันวันละครึ่งชั่วโมง
 
บางที การให้ "เวลา" กับอะไรสักอย่าง มากหรือน้อย คงไม่สำคัญ
 
หากสำคัญใน "ความรู้สึก" ที่มีต่อสิ่งนั้น มากกว่า
 
 มันอาจเหมือนเวลารักใครสักคน แค่กินข้าวด้วยกันมื้อเดียว
 
ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
 
เป็นหนึ่งชั่วโมงที่เราจะจำไปจนแก่
 
แต่เวลาเรียน เรียนหนังสือมานับพันชั่วโมง
 
กลับเลือนลางในรายละเอียด...
 
เมจเสจที่อยู่ในมือถือเครื่องนั้น
 
อาจเป็น "รายละเอียด" ที่ทำให้ผมนึกถึงมันเสมอ
 
ผิดกับยาสีฟัน
 
ที่ให้เวลากับมันแค่ไหน แปรงกันจนปากบาน
 
กลับไม่มีอะไรให้จดจำ กลายเป็นแค่การปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนเช้า
 
 
ถ้าหากรักใครแล้ว ต้องรู้สึกเหมือนกำลังแปรงฟัน
 
ผมยอมอาบน้ำก่อนดีกว่า....
 


edit @ 27 Apr 2011 21:11:58 by นายวิ้มพ์

ร้านหนังสือ

posted on 26 Apr 2011 13:39 by wimpwimp in Articles
เมื่อวานมีโอกาสได้ไปเดินห้าง เดอะมอลล์บางกะปิครับ
 
ทั้งๆที่ตอนปิดเทอม ต้องเข้าห้างนี้เพื่อเป็นทางไปลงท่าเรือ อาทิตย์ละ 2-3 วัน
 
แต่ครั้งนี้นับว่าเป็น "โอกาส" ที่ไม่เหมือนครั้งอื่น
 
ทุกครั้งเวลาเข้าห้างนี้ ด้วยความคิดว่าเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง
 
นายวิ๊มพ์จึงจ่ำอ้าวๆ เพื่อไปถึงจุดหมายโดยเร็ว
 
ตรง ไป เลี้ยวซ้าย หักหลบ ถึงเรือ
 
แต่ครั้งนี้มีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกกึ่มใจ
 
ต้องการหานิตยสาร "สารคดี" ฉบับเดือนเมษายน
 
เมื่อเข้ามาถึงห้างปปุ๊บ จึงเดินไปที่ร้านหนังสือโดยพลัน
 
"ไม่มีน้อง ยังไม่มา"
 
ไม่เป็นไร เดี๋ยวขึ้นไปชั้นบน คงมี
 
"มาแล้วน้อง แต่หมดไปแล้ว เมื่อเช้า พี่รับมาแค่ 3 เล่มเอง"
 
อ่าว แล้วจะไปร้านไหนต่อดีหนออ
 
ทุกครั้งเวลามาที่เดอะมอลล์ ก็จะถามแค่สองร้านนี้ครับ
 
ถึงอย่างไร ถ้าร้านนึงไม่มี ไปอีกร้านนึง "แม่งต้องมี"
 
แต่ครั้งนี้ ไม่มีสักร้าน
 
เลยคิดว่า ไม่เป็นไรเว้ย เดี๋ยวข้ามไปดูที่โลตัส "แม่งต้องมี"
 
"ยังไม่มีเข้ามาเลยน้อง"
 
......
 
"ทำไมแม่งไม่มีเนี่ย ?!"
 
.....
 
ด้วยความเหนื่อยลงพุง จึงคิดว่า ถ้าไม่มีจริงๆ คงต้องกลับแล้วล่ะ
 
แต่ก่อนกลับ ขอไปกินผัดไทกุ้งสดเจ้าประจำก่อนละกันนะ
 
คิดได้ดังนั้น จึงเดินข้ามสะพานลอยมาด้วยความ "วิ๊มพ์ๆ"
 
ทันใดนั้นเอง ตาตี่ๆพลันไปต้องกับร้านขายพวงมาลัยร้านหนึ่ง
 
!!!
 
 
คนขายน่ารักจัง..
 
ว้าว...
 
 
 
 
 
 
 
แต่ไม่ใช่ !! ข้างๆนั่น
 
 
 
ร้านหนังสืออออ!!!
 
 
โอ้ววว!!!
 
 
ทำไมตอนเราเดินข้ามมามันไม่เห็นมีเลย
 
มันเพิ่งมาเปิดเหรอเนี่ย
 
แต่ด้วยความหิว บวกขี้เกียจ จึงไม่อยากเดินลงไปตีนสะพานแล้ว
 
เฮ้อ..
 
นายวิ๊มพ์เดินจ่ำๆ ต่อไปด้วยสัญชาตญาณ
 
ลงไปที่ฟู้ดคอร์ตของเดอะมอลล์
 
หลังจากกินผัดไทจนพุงโลแล้ว
 
รีบจ่ำไปด้านหลังของห้างเพื่อขึ้นเรือ
 
ขณะเดินนั้นเอง...
 
 
 
อ้าว นี่ร้านหนังสือนี่หว่า..
 
นี่ก็ร้านหนังสืออีกแล้ว..
 
นี่ก็ด้วย..
 
ทำไมเดินแต่เล็กจนโต ไม่เคยเห็นมันเลย...
 
 
 
"แม่งเอ้ยย"
 
 
 
นี่ขนาดร้านหนังสือ ที่มันอยู่ของมันดีๆ เรายังไม่เห็นเลย
 
 
แล้วจะมีอีกกี่ร้อยสิ่ง ที่เรามองผ่านไป เหมือนเป็นแค่ภาพเบลอๆ
 
 
แล้วจะมีอีกกี่ความสัมพันธ์ ที่เราปล่อยปละละเลย...
 
บางที "ร้านหนังสือ" ก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าร้านอื่นๆ ที่ผ่านมา
 
แต่มันคงจะเป็นไปได้ว่าตราบใดที่เรา "ให้ค่า" กับสิ่งใด สิ่งนั้นจึง "มีค่า"
 
 
และหลุดออกมาจากฉากหลังเบลอๆ ที่เรามักมองข้ามไป
 
 
ไม่รู้ว่าการสรุปแบบ วิ๊มพ์ๆนี้จะเป็นจริงหรือไม่
 
แต่ที่รู้คือ
 
 
มี "ร้านหนังสือ" ให้เข้าไปซื้อ เพิ่มขึ้นอีกหลายร้าน....